Anonymous
เชิญสมัครสมาชิก:

  

เพื่อรับสิทธิพิเศษมากมาย!!!

 สมัครสมาชิกที่นี่
 เข้าระบบ:
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

[ ลืมรหัสผ่าน? ]

สถิติสมาชิก:
  • สมาชิกใหม่วันนี้:
  • สมาชิกใหม่เมื่อวาน:
  • สมาชิกที่รออนุมัติ:
  • สมาชิกทั้งหมด:4,097 
  • สมาชิกล่าสุด:ypemicyso 

ผู้ที่กำลังใช้งาน:
  • สมาชิก:
 
  • บุคคลทั่วไป:13 
  • ทั้งหมด:14 

คำเตือน!
 การพยายามเข้าระบบจัดการ โดยผู้ที่ไม่ใช่เว็บมาสเตอร์ IP ดังกล่าวจะถูกระงับการใช้งานทันที

สำหรับผู้ดูแลเว็บ
ชื่อเรียก
รหัสผ่าน

สถิติสมาชิก:
  • สมาชิกใหม่วันนี้:
  • 12
  • สมาชิกใหม่เมื่อวาน:
  • 19
  • สมาชิกที่รออนุมัติ:
  • 0
  • สมาชิกทั้งหมด:
  • 4,096
  • สมาชิกคนล่าสุด:
  • ypemicyso

    จำนวนผู้ที่กำลังใช้งาน:
  • บุคคลทั่วไป:
  • 13
  • สมาชิก:
  • 13
  • ไม่แสดง:
  • 13
  • ทั้งหมด:
  • 26


     มีผู้เข้าเยี่ยมชม
    ยินดีต้อนรับสู่ โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) ถนนหฤทัย ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โทร 044-812297
    เปิดบ้านวิชาการ59
     
    ดาวน์โหลด  รูปกล้อง 1    รูปกล้อง2

    นโยบายโรงเรียนสีเขียว

    มหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ

    งานศิลปหัตถกรรม

    กีฬาระดับภาคฯ




    เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ที่สามารถฝากข้อความได้ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.



    ผลงาน ครูอภิรมย์ ชัยประทุม


    ชื่องานวิจัย     การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผสมผสาน 5E กับ SQ4R เพื่อพัฒนาทักษะ

    การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

    ผู้วิจัย          นางอภิรมย์  ชัยประทุม

    ตำแหน่ง       ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

    สถานศึกษา    โรงเรียนเทศบาล  ๔  (อมร  สะเพียรชัย อุทิศ)

    ปีการศึกษา    2558

     

    บทคัดย่อ

    รายงานการวิจัยครั้งนี้ เป็นการสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ 5Eกับ SQ4R เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผสมผสาน 5Eกับ SQ4R เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โดยการหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80   2)  เพื่อศึกษาผลการใช้ รูปแบบการเรียนรู้ผสมผสาน 5E กับ SQ4R เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โดยศึกษาใน 2 ประเด็น คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน ผ่านเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้นร้อยละ80  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้น  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1  จำนวน 32  คน โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ)  อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling)   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  1) รูปแบบการเรียนรู้ผสมผสาน 5E กับ SQ4R เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ  และ   3)  แบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วย รูปแบบการเรียนรู้ผสมผสาน 5E กับ SQ4R เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และร้อยละ

            ผลการวิจัยพบว่า

    1.  สามารถสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ผสมผสาน 5E กับ SQ4R เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน

    อย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  จำนวน 8 แผน ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินให้แผนการจัดการเรียนรู้เฉลี่ยรวมอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.58

    2.  สามารถพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผสมผสาน 5E กับ SQ4R เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน

    อย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้จำนวน 8 แผนการจัดการเรียนรู้  และมีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.84/81.64

    3.  นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง มีคะแนนการทดสอบหลังเรียนตั้งแต่ 28- 36 จากคะแนนเต็ม 40

    คะแนน เกณฑ์การผ่านคือ 32 คะแนน มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 28  คน คิดเป็น ร้อยละ  87.5   ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ นักเรียนต้องผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ  80

    4.  ความพึงพอใจต่อการเรียน โดยใช้เทคนิคโดยใช้แนวคิด 5E และ SQ4R เพื่อพัฒนา

    ทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  มีค่าเฉลี่ยรวม      = 4.39  ค่า  S.D.  =  0.59  แสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน  อยู่ในระดับมาก



    ผลงาน ครูอภิรมย์ ชัยประทุม

    ชื่องานวิจัย           การพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบ

    KWL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

    ผู้วิจัย                     นางอภิรมย์   ชัยประทุม

    ตำแหน่ง                ครู

    วิทยฐานะ             ชำนาญการพิเศษ

    สถานศึกษา          โรงเรียนเทศบาล ๔ (อมร  สะเพียรชัย อุทิศ)

    อำเภอเมือง  จังหวัดชัยภูมิ  สังกัดเทศบาลเมืองชัยภูมิ

    ปีการศึกษา           2556

    บทคัดย่อ

     

    การวิจัยครั้งนี้  เป็นการพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ 1)เพื่อสร้างและพัฒนาแผนจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80   2)เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย แผนจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  และ3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต่อการเรียนด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL  เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1โรงเรียนเทศบาล ๔ (อมร  สะเพียรชัย อุทิศ) อำเภอเมือง  จังหวัดชัยภูมิ  สังกัดเทศบาลเมืองชัยภูมิ  จำนวน 30 คน  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling)   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย   1) แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   2)แบบทดสอบวัดทักษะทางการอ่านเรื่อง เมืองชัยภูมิ  จำนวน  40 ข้อ   และ3)แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL  เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test    

    สรุปผลการวิจัย

    1.             แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ โดยใช้เทคนิคการ

    เรียนรู้แบบ KWL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   จำนวน 10 แผน มีประสิทธิภาพ  (E1/E2)  เท่ากับ  83.23/84.07  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  80/80

    2.       ทักษะทางการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ นักเรียนมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ  18.43 

    คะแนนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ  32.83  ซึ่งมีคะแนนทักษะทางการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

    3.          ความพึงพอใจ ต่อการเรียนด้วยเทคนิค KWL โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจต่อ

    การเรียนด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL  เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่อง เมืองชัยภูมิ  พบว่า  ภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก  ค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.18  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.73

    ผลงานครูมยุรา บุญช่วย

    ชื่อเรื่อง             การศึกษาผลการจัดกิจกรรมการสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีการสอนแบบ  SQ3 R สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

    ผู้วิจัย                นางมยุรา  บุญช่วย                                              

    โรงเรียน            โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) เทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ

                            กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

    ปีที่วิจัย              2557

     

    บทคัดย่อ

     

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อการศึกษาผลการจัดกิจกรรมการสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีการสอนแบบ  SQ3 R สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 75ขึ้นไป(3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีการสอนแบบ  SQ3 Rกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2557จำนวน30คนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย(1)แผนการจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีการสอนแบบ  SQ3 R สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2(2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3)แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีการสอนแบบ  SQ3 R สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสรุปความเรียง

    ผลการวิจัยพบว่า

              1.ผลการจัดกิจกรรมการสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีการสอนแบบ

    SQ3 R สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ขั้นสำรวจ นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องอย่างคร่าว การสำรวจ คำศัพท์ ประโยคและ รูปภาพประกอบ  จดจำเรื่องราว แล้วจึงบันทึกลงในสมุดทำให้ได้ข้อมูลและรายละเอียด ขั้นตั้งคำถาม ฝึกตั้งคำถาม โดยเขียนเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงเรียบเรียงเป็นประโยคภาษาอังกฤษ ใช้คำถามง่ายๆ สามารถใช้คำถามซึ่งได้จากที่ครูยกตัวอย่างคำถามไว้ให้เป็นแนวทาง ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนหาคำตอบไปด้วยในขณะเดียวกัน โดยใช้กิจกรรมกลุ่ม แบ่งหน้าที่กันส่งผลให้ นักเรียนก็มีคำตอบได้ในทันที ขั้นอ่าน  อ่านอย่างละเอียด แล้วค้นหาความหมายของคำศัพท์  โดยใช้วิธีคาดเดาจากบริบทของข้อความ สามารถจับใจความได้รวมทั้งใช้บริบทของข้อความ ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง  ตรวจสอบคำตอบที่คาดเดาไว้เปรียบเทียบคำตอบที่ได้คาดเดาไว้ก่อนหน้านี้  ขั้นจดจำ โดยการคาดเดาจากรูปภาพ บริบทข้อความ การขีดเส้นเน้นข้อความทำให้จดจำเนื้อเรื่องได้ ซึ่งช่วยให้สามารถหาคำตอบได้รวดเร็วขึ้น สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องและสรุปเรื่องที่อ่านได้ขั้นทบทวน สามารถสรุปเรื่องที่อ่านจากบทความได้  สามารถตรวจคำตอบกับเพื่อน ส่งผลให้นักเรียนมีผลการประเมินด้านการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์สูงขึ้น และนักเรียนที่มีผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ ลดลง

                2  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 80ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 80.4ซึ่งเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือร้อยละ 75ขึ้นไป

                3 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีการสอนแบบ  SQ3 R โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.54


    ผลงานครูสุลัตดา สินธุวงศานนท์

                                                 


    ชื่อผลงานทางวิชาการ      รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาเซียนศึกษา (ASEAN)

                                             รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

    ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า             นางสุลัตดา  สินธุวงศานนท์

    ปีที่ศึกษาค้นคว้า               พ.ศ. 2558

    กลุ่มสาระการเรียนรู้        ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)

     

    บทคัดย่อ

     

    การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอาเซียนศึกษา ประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ21101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาเซียนศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาเซียนศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

                กลุ่มประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ)   สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 มีจำนวน 3 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 91 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัยอุทิศ) สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 1 ห้องเรียนจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 31 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster  Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาเซียนศึกษา (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนกับหลังเรียน และ (3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาเซียนศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ทดสอบค่า  t – dependent

    ผลการศึกษาพบว่า (1) ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคือ 85.26/84.31 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ใช้              ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาเซียนศึกษา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  และ (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาเซียนศึกษา ในระดับ พอใจ    มากที่สุด


    ผลงานครูสุพจน์ อินทร์เพ็ง

    ชื่อเรื่อง           การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD

    เรื่อง ร่างกายของเรา

    ผู้วิจัย             นายสุพจน์  อินทร์เพ็ง

    ปีที่พิมพ์          2558

    โรงเรียน           โรงเรียนเทศบาล 1 (วิทยานารี) กองการศึกษา เทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ

     

    บทคัดย่อ

     

    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ร่างกายของเรา โดยกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 ที่ 80/80 และมีดัชนีประสิทธิผล ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ร่างกายของเรา ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ร่างกายของเรา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 1 (วิทยานารี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 37 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีสอนแบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง ร่างกายของเรา จำนวน 12 แผนฯ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่มีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.20-0.80 และค่าอำนาจจำแนก 0.20 ขึ้นไป และ (3) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้ เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) กำหนดค่าคะแนนเป็น 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (pair)

              ผลการวิจัยพบว่า

              1. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ร่างกายของเรา มีประสิทธิภาพ 85.97/85.86 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และมีดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index : E.I.) เท่ากับ 0.72

              2. กลุ่มเป้าหมายที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ      พลศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ร่างกาย    ของเรา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

              3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ร่างกายของเรา โดยรวมอยู่ในระดับ มาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.26

              กล่าวโดยสรุป แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา           ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ร่างกายของเรา ที่พัฒนาขึ้นนี้ มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และนักเรียนมีความพึงพอใจ ดังนั้นจึงสามารถนำไปใช้ในการเรียน การสอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้


    ผลงาน ครูพัฒนากร ชิณหงส์
      


     

    ชื่อเรื่อง             การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง ข้อมูลและสถิติ

                            กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

     

    ผู้วิจัย                นางพัฒนากร  ชิณหงส์

    ปีที่วิจัย             2556

    โรงเรียน                       เทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) เทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    บทคัดย่อ

     

    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง ข้อมูลและสถิติ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โดยกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 ที่ 80/80 และมีดัชนีประสิทธิผล ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง ข้อมูลและสถิติ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง ข้อมูลและสถิติ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) สังกัดเทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แล้วจับสลากเลือกมา 1 ห้องเรียน เนื่องจากนักเรียนแต่ละห้องเรียน มีผลการเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน ใกล้เคียงกันทุกห้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง ข้อมูลและสถิติ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบปรนัยเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20-0.80 ค่าอำนาจจำแนก 0.20-0.64 และมีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.760 และ (3) แบบประเมินความพึงพอใจ เป็นแบบประเมินชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 4 ด้านๆละ 8 ข้อ รวม 32 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) และการทดสอบสมมุติฐานใช้ t-test (Pair)

    ผลการวิจัยพบว่า

                      1. แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง ข้อมูลและสถิติ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.19/83.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.63

                    2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง ข้อมูลและสถิติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01

                3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง ข้อมูลและสถิติ โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ซึ่งมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.64

                    จากผลการวิจัยในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง ข้อมูลและสถิติ สามารถนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

     

     


    ผลงานครูสัจจา ศิระบุตร

     

     

    ชื่อเรื่อง      การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของนักเรียนชั้นอนุบาล 1  โดยใช้หนังสือส่งเสริมประสบการณ์ด้านคุณธรรม  

    ผู้รายงาน    นางสัจจา  ศิระบุตร

    หน่วยงาน   โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ)

    สังกัด        กองการศึกษาเทศบาลเมืองชัยภูมิ  จังหวัดชัยภูมิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

    ปีที่พิมพ์     2557

    บทคัดย่อ

               การศึกษาครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อ    1)  พัฒนาหนังสือส่งเสริมประสบการณ์ด้านคุณธรรม  สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  1
    ที่มีคุณภาพ  2)  เปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  1  ที่เรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมประสบการณ์ด้านคุณธรรม กลุ่มเป้าหมาย 
    ได้แก่  นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  1 ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2557  โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) กองการศึกษาเทศบาลเมืองชัยภูมิ  

    จังหวัดชัยภูมิ  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย  จำนวน  20  คน เครื่องมือที่ใช้  ได้แก่  
    1)  หนังสือส่งเสริมประสบการณ์ด้านคุณธรรม  สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  1  จำนวน  6  เรื่อง  2) แบบทดสอบวัดพฤติกรรมทางสังคม 
    จำนวน  2  ชุด  20  ข้อ  3)  แบบประเมินพฤติกรรมทางสังคม  สถิติที่ใช้  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ  t – test 
    (Dependent  Samples)

            ผลการรายงาน  พบว่า   1)  หนังสือส่งเสริมประสบการณ์ด้านคุณธรรม  ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  1   ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ 
    จำนวน  5  คน  มีคะแนนความเหมาะสม เฉลี่ย  เท่ากับ  4.77   ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมมากที่สุด   2) พฤติกรรมทางสังคมของนักเรียน
    ชั้นอนุบาล 1 ที่เรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมประสบการณ์ด้านคุณธรรม สูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01 
    3) นักเรียน ชั้นอนุบาล 1 ที่เรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมประสบการณ์ด้านคุณธรรมมีพฤติกรรมทางสังคมผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 85.37 


    ผลงานครูประสาทพร มุ่งคู่กลาง

    ชื่อเรื่อง                            รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ 
                                            สำหรับนักเรียน
    ชั้นอนุบาลปีที่ 3    

    ผู้รายงาน                          นางประสาทพร  มุ่งคู่กลาง

    ปีการศึกษา                       ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2557

    สถานศึกษา                     โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) กองการศึกษาเทศบาล 
    เมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ

     

    บทคัดย่อ

                    การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80  เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของ

    การจัดประสบการณ์ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3

    และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะ

    การคิดวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ได้แก่  เด็กปฐมวัยที่กำลังเรียนอยู่

    ชั้นอนุบาลปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) กองการศึกษาเทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2557 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ชนิด คือ 1) ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์  2) แผนการจัดประสบการณ์ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ 3) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ แบบแผนทดลองในครั้งนี้เป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80 หาค่าดัชนีประสิทธิผลการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้วิธีของกูดแมน เฟลทเชอร์ และชไนเดอร์  วิเคราะห์ความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) เปรียบเทียบกับเกณฑ์ 3 ระดับ คือ มีความพึงพอใจมาก  มีความพึงพอใจปานกลาง  และมีความพึงพอใจน้อย       

                       ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1) การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.21/86.25  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้  2) ดัชนีประสิทธิผลการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย มีค่าเท่ากับ 0.7356  แสดงว่า เด็กปฐมวัยมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น ร้อยละ 73.56 

    และ 3) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์

    มีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ อยู่ในระดับมาก

                       โดยสรุป  การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล

    ปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประสบการณ์ของเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาทางสติปัญญาที่สูงขึ้น



    ผลงานครูเวียงพิง แถวไธสง

    ชื่อเรื่อง                         รายงานการพัฒนาทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ

                                         การจัดประสบการณ์เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์ ชั้นอนุบาลปีที่ 3    

    ผู้รายงาน                      นางเวียงพิง แถวไธสง

    ปีการศึกษา                   ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2557

    สถานศึกษา                  โรงเรียนเทศบาลโรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ)

                                          กองการศึกษา เทศบาลเมืองชัยภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

     บทคัดย่อ

                        การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์เกมทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์  ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลการจัดประสบการณ์เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์ และศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) กองการศึกษาเทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2557  จำนวน  1 ห้องเรียน  จำนวนนักเรียน  21 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ชนิด คือ 1) เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์  2) แผนการจัดประสบการณ์เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์ 3) แบบทดสอบทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์

    เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์  แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียว (One group pre-test – post-test design) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานคือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ในการคำนวณโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ       

                       ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1) การพัฒนาการจัดประสบการณ์เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.00/87.26  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้  2) ดัชนีประสิทธิผลการจัดประสบการณ์เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์ มีค่าเท่ากับ 0.7601  แสดงว่าเด็กปฐมวัยมีประสบการณ์ด้านทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 76.01  และ 3) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์ มีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์อยู่ในระดับมาก

                       โดยสรุป  การพัฒนาทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์เกมพื้นฐานคณิตศาสตร์ ชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่สูงขึ้น


    ผลงานครูนันทนา ชีกลาง

    ชื่อเรื่อง    การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียน  โดยใช้ชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2

    ผู้วิจัย      นางนันทนา  ชีกลาง

    ปีที่พิมพ์   2558

    บทคัดย่อ 

                     การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2   ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2557  โรงเรียนเทศบาล  4  (อมร  สะเพียรชัย  อุทิศ)  สังกัดกองการศึกษา  เทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ  จำนวน  1  ห้องเรียน  จำนวนนักเรียน  24  คน  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  จำนวน  20  แผน  ชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  จำนวน  10  ชุด   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชนิดเลือกตอบ  3  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ  มีค่าความยากง่าย  (p)  ตั้งแต่  0.31  ถึง  0.60  ค่าอำนาจจำแนก  (r)  ตั้งแต่  0.22  ถึง  0.51  และค่าความเชื่อมั่นท่ากับ  0.90   และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมมาตราในภาษาไทย  แบบมาตราส่วนประมาณค่า  5  ระดับจำนวน  10  ข้อมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่  0.36  ถึง  0.78  ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.87  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบสมมุติฐานด้วย  t-test  (Dependent  Samples)

                  ผลการวิจัยปรากฏ  ดังนี้

                       1.  ชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  มีประสิทธิภาพ  84.98/80.33  แสดงว่า  ชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเป็นชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  ที่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์  80/80  ที่ตั้งไว้

                       2.  นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                       3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยรวมความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก               โดยสรุป  ชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น  ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น  สามารถช่วยให้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ครูผู้สอนจึงควรนำชุดกิจกรรมมาตราตัวสะกดในภาษาไทยนี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


    ผลงานครูพัชรียา พรหมอินทร์

    ชื่อเรื่อง          การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)เรื่องแรงและความดันกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

    ผู้วิจัย             นางพัชรียา   พรหมอินทร์

    หน่วยงาน        โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ

                       เทศบาลเมืองชัยภูมิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

    ปีที่วิจัย           ปีการศึกษา   2557

     

    บทคัดย่อ

     

               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)เรื่องแรงและความดันกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)เรื่องแรงและความดันกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)เรื่องแรงและความดันกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ห้องที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)เรื่องแรงและความดันจำนวน 12แผน ใช้เวลาสอน 12 ชั่วโมงมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด(2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องแรงและความดัน แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อมีค่าความยากง่าย  (p) อยู่ระหว่าง  0.25-0.80  ค่าอำนาจจำแนก  (r)  อยู่ระหว่าง  0.20-0.60  และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ0.94 (3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)เรื่องแรงและความดันแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5ระดับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

     

               ผลการวิจัยพบว่า

               1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)เรื่องแรงและความดันกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ84.04/85.28ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้

               2) ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)เรื่องแรงและความดันกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5มีค่าเท่ากับ 0.7286 แสดงว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)ทำให้นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.86

               3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ Predict –Observe-Explain ( POE)เรื่องแรงและความดัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


    ผลงานครูซ่อนกลิ่น ศรีชัย
     ชื่อเรื่อง              รายงานผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT

    เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

    ผู้ศึกษา              นางซ่อนกลิ่น  ศรีชัย

    ปีที่ศึกษา            ปีการศึกษา  2557 

    บทคัดย่อ

    การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรม

    การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนมีการพึ่งพาอาศัยกันในการเรียนรู้ ปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด สมาชิกในกลุ่มมีความสัมพันธ์กันในการทำงาน การวิเคราะห์กระบวนการและมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบงานร่วมกัน ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ตามหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์   1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการ

    เรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

    ตามเกณฑ์ 75/75   2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ)  ปีการศึกษา 2557  จำนวน 20  คน จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่  1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT  เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 แผน ทำการสอน 11 ชั่วโมง  2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.36 ถึง 0.68 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐาน ใช้ t-test (Dependent Samples)

                ผลการดำเนินการศึกษาพบว่า          

                       1. การสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 84.65/ 89.60 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 75 / 75 ที่ตั้งไว้

                          2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

     มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

                          3. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.5632 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 56.32

                     โดยสรุปการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ชีวิตกับสิงแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ซึ่งสามารถเป็นแนวทางนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมในเนื้อหา และระดับชั้นอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนได้


    << กันยายน 2016 >>

    พฤ อา
          1234
    567891011
    12131415161718
    19202122232425
    2627282930   

    คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเว็บไซต์ของโรงเรียนเทศบาล4

    ดีมาก
    ดี
    ปานกลาง
    น้อย
    น้อยที่สุด



    ผลสำรวจ
    แบบสำรวจอื่นๆ

    จำนวนผู้ลงคะแนน: 31
    คำแนะนำ: 0

      หน้าแรก

      เข้าสู่ระบบ
      ดาวน์โหลด
      ดาวน์โหลดพิเศษ
      เว็บลิงค์
      แกลลอรี่ออนไลน์
      สร้างธีมเบื้องต้น
      กระดานข่าว
      ระบบคะแนน
      เรื่องทั้งหมด
      เรื่องสำหรับพิมพ์
      หัวข้อเรื่อง
      ยอดฮิตติดอับดับ
      ติดตาม ไอพี
      ค้นหา
      สถิติการเข้าชม
      แบบสำรวจ
      แนะนำบอกต่อ
      ประวัติส่วนตัว
      ติดต่อเรา
      สมัครสมาชิก
    Recent Hits:
      • Today: 2,940
      • Yesterday: 3,460
      • Trend:  

    Yearly Hits:
      • 2008: 4,016
      • 2009: 663
      • 2010: 1,125
      • 2011: 463
      • 2012: 499
      • 2013: 1,672
      • 2014: 281,264
      • 2015: 484,021
      • 2015: 484,021
      • 2016: 566,681
      • Total: 0

    Average Hits:
      • Hourly:195
      • Daily: 4,681
      • Monthly: 142,373
      • Yearly: 1,708,461